Welcome to Gold Around   Click to listen highlighted text! Welcome to Gold Around
18 กันยายน 2020

Gold Around

ราคา ทองคำ วันนี้ ข่าวสารทองคำ และบทวิเคราะห์

ทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น $27.52 (YLG)

YLG BULLION

YLG BULLION

ทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น $27.52
Spread the love

23-7-20

หากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,853 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง สามารถรอขายทำกำไรบางส่วนหากไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,877 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าฝ่าไปได้ให้รอขายบริเวณแนวต้านถัดไป

แนวรับ : 1,853 1,839 1,822 แนวต้าน : 1,877 1,890 1,900

สรุปราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น  27.52  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลัก  ได้แก่  (1.) สกุลเงินยูโรแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์   หลังการบรรลุข้อตกลงกระตุ้นการคลังของผู้นำสหภาพยุโรป (EU) ในวันอังคาร  ซึ่งการแข็งค่าของสกุลเงินยูโรเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันดัชนีดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงจนหนุนราคาทองคำ  (2.) ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนระลอกใหม่  หลังจากวานนี้รัฐบาลสหรัฐได้สั่งให้จีนปิดสถานกงสุลที่เมืองฮิวสตัน ขณะที่ Reuters รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่า จีนกำลังพิจารณาสั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐในเมืองอูฮั่น ทางภาคกลางของจีน  เพื่อตอบโต้ต่อการตัดสินใจของสหรัฐ  ด้านนายหู สีจิน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โกลบอลไทม์สของรัฐบาลจีน เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ @HuXijin_GT ว่า  การตอบโต้ของจีนอาจจะไม่เป็นเพียงการปิดสถานกงศุลของสหรัฐในจีนเท่านั้น  แต่อาจเป็นไปในรูปแบบที่สหรัฐคาดไม่ถึง  ซึ่งจะเป็นเหตุให้สหรัฐได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง  สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศที่ดูเหมือนจะลุกลามมากขึ้นเรื่อนๆส่งผลกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในวงกว้าง รวมไปถึงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐก็ได้รับแรงหนุนในช่วงสั้นๆจนเป็นเหตุให้ราคาทองคำร่วงลงมาทดสอบกรอบแนวรับด้านล่าง   อย่างไรก็ดี  นักลงทุนกลับเข้าซื้อทองคำอีกครั้งเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลง  ส่งผลให้ราคาทองคำดีดกลับ  พร้อมกับทะยานขึ้นต่อไปทดสอบระดับสูงสุดครั้งใหม่ของปีนี้บริเวณ 1,876 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันนี้ในตลาดเอเชีย  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่ม +5.26 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผย จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน, ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภค  และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนมิ.ย.จาก Conference Board

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) จีนอาจปิดสถานกงสุลสหรัฐในอู่ฮั่นหลังสหรัฐสั่งปิดสถานกงสุลจีนในฮูสตัน  แหล่งข่าวระบุเมื่อวานนี้ว่า จีนกำลังพิจารณาสั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐในเมืองอูฮั่น ทางภาคกลางของจีน หลังสหรัฐแจ้งให้จีนปิดสถานกงสุลในเมืองฮูสตัน  กระทรวงการต่างประเทศจีนยังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว แต่เตือนที่การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวานนี้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการตอบโต้ต่อการตัดสินใจของสหรัฐ  สถานทูตสหรัฐ ณ กรุงปักกิ่งยังไม่แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้
  • (+) “S&P”ชี้กองทุนฟื้นฟูโควิด-19 เป็นพัฒนาการสำคัญสำหรับความน่าเชื่อถือของอียู  เมื่อวานนี้ S&P Global ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระบุว่า กองทุนฟื้นฟูหลังโรคระบาดวงเงิน 7.5 แสนล้านยูโรของสหภาพยุโรป (EU) เป็นปัจจัยบวกสำหรับอันดับความน่าเชื่อถือของสหภาพยุโรป (EU)  นายแฟรงค์ จิลล์ หนึ่งในนักวิเคราะห์ชั้นนำของ S&P ระบุในรายงานฉบับใหม่ว่า ฉันทามติทางการเมืองในการจัดตั้งกองทุนและการอุดหนุนทางการเงินด้วยความสามารถในการเพิ่มหนี้สิน เป็นการก้าวไปข้างหน้าครั้งสำคัญสำหรับสหภาพยุโรปและโดยเฉพาะกับ 19 ประเทศยูโรโซน 
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก นักลงทุนวิตกสถานการณ์โควิด-19  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (22 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทั้งในสหรัฐและทั่วโลก  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.14% สู่ระดับ 94.9851 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9297 ฟรังก์ จากระดับ 0.9327 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3414 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3438 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 107.23 เยน จากระดับ 106.78 เยน  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1569 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1530 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2739 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2755 ดอลลาร์
  • (+) WHO ฟันธงการใช้วัคซีนต้านโควิดกับมนุษย์จะยังไม่เกิดขึ้นก่อนปีหน้า  นายแพทย์ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายโครงการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทหลายแห่งกำลังมีความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 โดยวัคซีนหลายตัวกำลังอยู่ในการทดลองระยะสุดท้าย แต่คาดว่าการใช้วัคซีนดังกล่าวเป็นครั้งแรกจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงต้นปีหน้า  “เมื่อมองตามความเป็นจริงแล้ว การเริ่มต้นใช้วัคซีนกับมนุษย์เป็นครั้งแรกจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า” นายแพทย์ไรอันกล่าว 
  • (+) สหรัฐเผยยอดขายบ้านมือสองพุ่งเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิ.ย.  สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองพุ่งขึ้นเกือบ 21% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในปี 2511 หลังจากทรุดตัวลงอย่างหนักในช่วง 3 เดือนก่อนหน้านี้ โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองร่วงลง 11.3% ในเดือนมิ.ย.
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 165.44 จุด นลท.รุกซื้อหุ้นกลุ่มปลอดภัยหลังสหรัฐ-จีนตึงเครียด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (22 ก.ค.) โดยดาวโจนส์ทำสถิติยืนที่เหนือระดับ 27,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์ เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนทำให้นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นที่ปลอดภัยและสามารถต้านทานวัฎจักรทางเศรษฐกิจได้ดี (defensive stocks) เช่นหุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคและกลุ่มสาธารณูปโภค ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการเจรจาระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรสเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ซึ่งคาดว่าจะมีวงเงินราว 1 ล้านล้านดอลลาร์  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,005.84 จุด เพิ่มขึ้น 165.44 จุด หรือ +0.62% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,276.02 จุด เพิ่มขึ้น 18.72 จุด หรือ +0.57% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,706.13 จุด เพิ่มขึ้น 25.77 จุด หรือ +0.24%
  • (-) รบ.”ทรัมป์”ทุ่มเกือบ 2 พันล้านดอลล์จ้าง”ไฟเซอร์”ผลิตวัคซีนต้านโควิดป้อนสหรัฐ  นายอเล็กซ์ อาซาร์ รมว.สาธารณสุขสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐจะจ่ายเงินจำนวน 1.95 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐ เพื่อให้มีการผลิตและส่งมอบวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จำนวน 100 ล้านโดสให้แก่รัฐบาล หากวัคซีนดังกล่าวได้รับการรับรองว่ามีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในมนุษย์  นอกจากนี้ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐสามารถได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 เพิ่มขึ้นอีก 500 ล้านโดสจากทางบริษัท  ขณะนี้ ไฟเซอร์กำลังพัฒนาวัคซีนดังกล่าวร่วมกับ BioNTech ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี  “ภายใต้โครงการ Operation Warp Speed เรากำลังสร้างพอร์ทฟอลิโอของวัคซีนที่จะทำให้ชาวอเมริกันมีวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งตัวที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอย่างเร็วที่สุดในปลายปีนี้” นายอาซาร์กล่าว

ขอขอบคุณ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

 844 total views,  2 views today

Click to listen highlighted text!