Welcome to Gold Around   Click to listen highlighted text! Welcome to Gold Around
26 ตุลาคม 2020

Gold Around

ราคา ทองคำ วันนี้ ข่าวสารทองคำ และบทวิเคราะห์

บทวิเคราะห์ราคาทองคำวันนี้ 12 ต.ค.63 (HGF)

ฮั่วเซ่งเฮง

ฮั่วเซ่งเฮง

Spread the love

สัปดาห์ที่ผ่านมาทองคำผันผวนตามมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจสหรัฐ

สัปดาห์นี้ติดตามมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจสหรัฐ

แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,900-1,940 ดอลลาร์

  • สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำ Spot  เคลื่อนไหวผันผวนขึ้นอยู่กับการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ ซึ่งเมื่อวันอังคารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งการให้คณะบริหารของทำเนียบขาวระงับการเจรจาเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่กับพรรคเดโมแครตไปจนกว่าจะผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย. แต่ในวันพฤหัสประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงว่ามีแนวโน้มสูงที่ทำเนียบขาวจะบรรลุข้อตกลงกับพรรคเดโมแครตเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ทางด้านกองทุน SPDR Gold Trust ขายทองคำ 4.08 ตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • สัปดาห์นี้ติดตามมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ ซึ่งทำเนียบขาวได้ยื่นข้อเสนอใหม่แก่พรรคเดโมแครต โดยจะเพิ่มวงเงินในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็น 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากเดิม 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่พรรคเดโมแครตเสนอวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนการดีเบตครั้งที่ 2 ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน และนายโจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ซึ่งกำหนดจัดวันที่ 15 ต.ค.ได้มีการยกเลิกอย่างเป็นทางการ
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,900-1,940 ดอลลาร์ โดยมีแนวต้านที่ 1,940 ดอลลาร์ และ 1,950 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวรับอยู่ที่ 1,900 ดอลลาร์ และ 1,880 ดอลลาร์
  • สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำ Spot  เคลื่อนไหวผันผวนขึ้นอยู่กับการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ ซึ่งเมื่อวันอังคารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งการให้คณะบริหารของทำเนียบขาวระงับการเจรจาเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่กับพรรคเดโมแครตไปจนกว่าจะผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย. แต่ในวันพฤหัสประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงว่ามีแนวโน้มสูงที่ทำเนียบขาวจะบรรลุข้อตกลงกับพรรคเดโมแครตเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ทางด้านกองทุน SPDR Gold Trust ขายทองคำ 4.08 ตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • สัปดาห์นี้ติดตามมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ ซึ่งทำเนียบขาวได้ยื่นข้อเสนอใหม่แก่พรรคเดโมแครต โดยจะเพิ่มวงเงินในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็น 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากเดิม 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่พรรคเดโมแครตเสนอวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนการดีเบตครั้งที่ 2 ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน และนายโจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ซึ่งกำหนดจัดวันที่ 15 ต.ค.ได้มีการยกเลิกอย่างเป็นทางการ
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,900-1,940 ดอลลาร์ โดยมีแนวต้านที่ 1,940 ดอลลาร์ และ 1,950 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวรับอยู่ที่ 1,900 ดอลลาร์ และ 1,880 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,929.40+36.51,900/1,8801,940/1,950

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
28,300+15028,000/27,75028,450/28,600

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,460+18028,170/27,92028,620/28,770

แนะนำซื้อเมื่อราคาทอง Spot ปรับลงมาที่ 1,900 ดอลลาร์  (GF 28,170 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,890 ดอลลาร์ (GF 28,050 บาท)

การลงทุนในทองแท่ง แนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,880 ดอลลาร์ และ 1,860 ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,934.30+15.301,905/1,8851,945/1,955

แนะนำซื้อเมื่อราคา GOZ20 ปรับลงมาที่ 1,905 ดอลลาร์  โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,895 ดอลลาร์

เงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดอ่อนค่าลง หลังจากแข็งค่าขึ้นมากในสัปดาห์ที่ผ่านมาและจะมีการชุมนุมทางการเมืองในประเทศในวันที่ 14 ต.ค. ทั้งนี้เงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเทขายดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย หลังจากมีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในสหรัฐ ซึ่ง USD Futures เดือนธ.ค.63 คาดจะมีแนวรับที่ 31.0 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 31.30 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ : ดอลล์อ่อน นลท.ขายสินทรัพย์ปลอดภัยหลังเจรจากระตุ้นศก.คืบหน้า

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนวันศุกร์ (9 ต.ค.) โดยลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนพากันเทขายดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย หลังจากมีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.62 เยน จากระดับ 106.01 เยน   ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1825 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1758 ดอลลาร์

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดพุ่ง 31.1 ดอลล์ เหตุดอลล์อ่อนหนุนแรงซื้อทอง

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ (9 ต.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 31.1 ดอลลาร์ หรือ 1.64% ปิดที่ 1,926.2 ดอลลาร์/ออนซ์ ราคาทองยังได้แรงหนุนจากการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากถูกระงับไปชั่วคราว ซึ่งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการทำข้อตกลงเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคโควิด-19 นั้นได้สร้างความวิตกให้กับนักลงทุน และกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดลบ 59 เซนต์ ข่าวแรงงานน้ำมันนอร์เวย์ยุติประท้วง

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนวันศุกร์ (9 ต.ค.) หลังจากมีรายงานข่าวว่า การผละงานประท้วงเป็นเวลา 10 วันของแรงงานในอุตสาหกรรมน้ำมันของนอร์เวย์ได้ยุติลงแล้ว ซึ่งข่าวดังกล่าวได้คลายความวิตกในตลาดเกี่ยวกับผลกระทบด้านการผลิตน้ำมัน และทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง   สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 59 เซนต์ หรือ 1.4% ปิดที่ 40.60 ดอลลาร์/บาร์เรล   สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 49 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 42.85 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ : ดาวโจนส์ปิดบวก 161.39 จุด ขานรับเจรจามาตรการกระตุ้นศก.คืบหน้า

ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนวันศุกร์ (9 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับความคืบหน้าในการเจรจามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,586.90 จุด เพิ่มขึ้น 161.39 จุด หรือ +0.57%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,477.13 จุด เพิ่มขึ้น 30.30 จุด หรือ +0.88% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,579.94 จุด เพิ่มขึ้น 158.96 จุด หรือ +1.39% ตลาดหุ้นสหรัฐได้แรงหนุนหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เรียกร้องให้สภาคองเกรสอนุมัติมาตรการต่างๆ ที่เขาจะลงนาม ซึ่งได้แก่ การแจกเช็คเงินสดให้แก่ชาวอเมริกันคนละ 1,200 ดอลลาร์ รวมทั้งการอัดฉีดวงเงิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมการบิน และวงเงิน 1.35 แสนล้านดอลลาร์สำหรับธุรกิจรายย่อย ส่วนทำเนียบขาวได้ยื่นข้อเสนอครั้งใหม่แก่พรรคเดโมแครต โดยจะเพิ่มวงเงินในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสู่ระดับ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ระดับ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่พรรคเดโมแครตเสนอวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์

ดีเบตรองปธน.สหรัฐมีคนดูเกือบ 58 ล้าน พุ่งขึ้น 36% จาก 4 ปีก่อน

          นีลเส็น ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยข้อมูลระดับโลก เปิดเผยว่า การดีเบตระหว่างนายไมค์ เพนซ์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน และนางคามาลา แฮร์ริส คู่ชิงจากพรรคเดโมแครต มีผู้รับชมทางโทรทัศน์ประมาณ 57.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 36% จากเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งมีผู้ชมประมาณ 37 ล้านคน   ตัวเลขดังกล่าวมาจากการรวบรวมจำนวนผู้รับชมใน 18 เครือข่ายด้วยกัน โดยนับรวมทั้งผู้ที่รับชมจากที่บ้านและตามสถานที่ต่างๆ เช่น บาร์และร้านอาหาร ทั้งยังรวมการรับชมผ่านทีวีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วย   อย่างไรก็ดี การดีเบตของผู้ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีมีผู้รับชมน้อยกว่าดีเบตของประธานาธิบดี โดยการดีเบตระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน และนายโจ ไบเดน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต เมื่อวันที่ 29 ก.ย. นั้น มีผู้รับชมราว 73 ล้านคน โดยเป็นอีเวนต์ทางโทรทัศน์ที่มีผู้รับชมมากเป็นอันดับสองของปีนี้ รองจากการแข่งขันซูเปอร์โบวล์

สหรัฐหวังชาวมะกันทุกคนได้รับวัคซีนโควิดเพียงพอเร็วสุดมี.ค.ปีหน้า

          นายอเล็กซ์ เอซาร์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐเปิดเผยว่า สหรัฐอาจมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเพียงพอสำหรับชาวอเมริกันทุกคนภายในเดือนมี.ค.ปีหน้า   ทั้งนี้ Operation Warp Speed ซึ่งเป็นโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของรัฐบาลสหรัฐคาดว่า จะมีปริมาณวัคซีนมากถึง 100 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้   นายเอซาร์กล่าวในระหว่างการปาฐกถาพิเศษทางออนไลน์ในงานโกลด์แมน แซคส์ เฮลธ์แคร์ว่า “เราคาดว่าจะมีวัคซีนโควิดเพียงพอสำหรับชาวอเมริกันทุกคนที่ต้องการวัคซีนภายในเดือนมี.ค.-เม.ย. 2564” นายเอซาร์ระบุว่า ขณะนี้สหรัฐกำลังผลิตวัคซีนโควิดทั้งหมด 6 ชนิด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐในโรงงานผลิตมากกว่า 23 แห่ง โดยวัคซีนหลายตัวกำลังอยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้ายซึ่งรวมถึงวัคซีนจากบริษัทโมเดอร์นา, ไฟเซอร์, แอสตร้าเซนเนก้า และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน  นอกจากนี้ นายเอซาร์ยังเปิดเผยว่า สหรัฐกำลังดำเนินการจัดหาเข็มฉีดยา, หลอดฉีดยา, ขวด และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนด้วย

ยุโรปอาจยังไม่มีวัคซีนต้านโควิดปีนี้ แม้สำนักงานเวชภัณฑ์เร่งตรวจสอบประสิทธิภาพ           นายกุยโด เรซี ผู้อำนวยการสำนักงานเวชภัณฑ์ยุโรป (EMA) เปิดเผยว่า ยุโรปน่าจะยังไม่มีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในช่วงปลายปีนี้ แม้ EMA จะเร่งตรวจสอบประสิทธิภาพวัคซีนที่ประสบความสำเร็จในการทดลองจากหน่วยงานชั้นนำสองแห่งอยู่ก็ตาม    EMA ได้ตรวจสอบประสิทธิภาพการนำวัคซีนออกใช้ โดยประเมินข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อเร่งอนุมัติวัคซีนของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด รวมถึงวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ และ BioNTech SE   นายเรซี ให้สัมภาษณ์ว่า “ในทางเทคนิคอาจเป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมาก มันไปได้น้อยมากๆ แม้ว่าผู้ผลิตยา จะส่งข้อมูลได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ แต่นี่เราล่วงเข้ามาถึงช่วงกลางเดือนต.ค. แล้ว ถึงจะรออีกสองสามสัปดาห์ เราก็ยังต้องใช้เวลาประเมินอย่างน้อยๆ คงไม่ช้าไม่เร็วกว่าสิ้นปีนี้แน่นอน” แรงกดดันต่อการพัฒนาวัคซีนเพิ่มขึ้นไปทั่วโลก เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ขณะนี้ทะลุ 36 ล้านคนแล้ว และหลายประเทศยังต้องกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ   ขณะเดียวกัน ความหวังที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องการนำวัคซีนออกใช้ในสหรัฐให้ได้ในช่วงการเลือกตั้งเดือนพ.ย.นี้ ก็ดูจะเป็นไปได้ยากมากขึ้นด้วย

 414 total views,  2 views today

Click to listen highlighted text!