Welcome to Gold Around   Click to listen highlighted text! Welcome to Gold Around
27 มกราคม 2021

Gold Around

ราคา ทองคำ เยาวราช วันนี้ ล่าสุด ทิศทาง ข่าวสารทองคำ และบทวิเคราะห์ ที่เร็ว ใหม่สด ทุกวัน

บทวิเคราะห์ราคาทองคำวันนี้ 12 พ.ย.63 (HGF)

ฮั่วเซ่งเฮง

ฮั่วเซ่งเฮง

Spread the love

กองทุน SPDRGold Trust ขายทองคำ 9.05 ตัน

คืนนี้สหรัฐจะประกาศจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,850-1,885 ดอลลาร์

  • ราคาทองคำ Spotเมื่อวานปรับลดลง เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและตลาดหุ้นสหรัฐสดใสกดดันต่อราคาทองคำเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ของไฟเซอร์ นอกจากนี้ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมายังปรับขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะดัชนี Nasdaq ที่เพิ่มขึ้นกว่า 2% ทำให้นักลงทุนเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ขายทองคำ 9.05 ตันเมื่อวาน และสัปดาห์นี้ขายทองคำสูงถึง 19.56 ตัน
  • ประเด็นที่คาดจะกระทบต่อราคาทองคำในช่วงนี้ ได้แก่ การเมืองสหรัฐ ซึ่งมีประเด็นกล่าวหาเรื่องการทุจริตการนับคะแนนผลการเลือกตั้ง การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจะเป็นไปอย่างราบรื่นหรือไม่แรงซื้อขายทองคำจากกองทุน SPDRการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ส่วนคืนนี้สหรัฐจะประกาศจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 730,000 รายดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนต.ค.ตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 0.1% หลังจากที่เดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 0.2%
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ  1,850-1,885  ดอลลาร์ ทองคำมีแนวรับ1,860ดอลลาร์และแนวรับสำคัญ1,850ดอลลาร์ที่เป็นจุดต่ำสุดที่ทำไว้ในวันที่ 24 ก.ย. ถ้าหลุดแนวรับดังกล่าวจะมีแนวรับถัดไป 1,837 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 1,885ดอลลาร์ และ 1,900 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,864.61-11.991,860/1,8501,885/1,900

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
26,950-20026,650/26,55027,000/27,200

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
26,830-22026,780/26,65027,100/27,310

แนะนำเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรการฟื้นตัวที่ราคาทองคำ Spot 1,850 ดอลลาร์ (GF 26,780 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,840 ดอลลาร์ (GF 26,650 บาท)

การลงทุนในทองแท่งแนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,850 ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,866.60-15.101,863/1,8531,888/1,903

แนะนำเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรการฟื้นตัวที่ราคาGOZ201,853 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,843 ดอลลาร์

เงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเนื่องจากเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย ถึงแม้ว่าดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ โดยได้แรงหนุนจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ ซึ่ง USD Futures เดือนธ.ค.63 คาดจะมีแนวรับที่ 30.20 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 30.35 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ:ดอลล์แข็งค่ารับความหวังวัคซีนต้านโควิดคืบหน้า

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (11 พ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ขณะที่ยูโรอ่อนค่าลงหลังจากสภาผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจของเยอรมนี (GCEE) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเยอรมนีจะหดตัวลงกว่า 5% ในปีนี้ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินเพิ่มขึ้น 0.32% แตะที่ระดับ 93.0452 เมื่อคืนนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ:ทองปิดลบ $14.8 เหตุดอลล์แข็งกดดันตลาด

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (11 พ.ย.) โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์นอกจากนี้การที่ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงอยู่ในทิศทางที่สดใสโดยเฉพาะดัชนีNasdaq ที่พุ่งขึ้นกว่า 2% ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยสัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 14.8 ดอลลาร์หรือ 0.79% ปิดที่ 1,861.6  ดอลลาร์/ออนซ์สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 19.5 เซนต์หรือ 0.8% ปิดที่ 24.267 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ:น้ำมันWTI ปิดบวก 9 เซนต์ขานรับวัคซีนต้านโควิดคืบหน้า

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (11 พ.ย.) โดยตลาดยังคงได้แรงหนุนจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 รวมทั้งรายงานของสถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ซึ่งระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมาสัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 9 เซนต์หรือ 0.2% ปิดที่ 41.45 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 19 เซนต์หรือ 0.4% ปิดที่ 43.80 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ: ดาวโจนส์ปิดลบ 23.29 จุดหวั่นโควิดระบาดหนักฉุดเศรษฐกิจ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (11 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกลับมาวิตกกังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในสหรัฐจนทำให้หลายรัฐประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดอย่างไรก็ดีดัชนีNasdaq พลิกกลับมาปิดตลาดในแดนบวกเนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสารดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,397.63 จุดลดลง 23.29 จุดหรือ -0.08% ขณะที่ดัชนีS&P500 ปิดที่ 3,572.66 จุดเพิ่มขึ้น 27.13 จุดหรือ +0.77% ส่วนดัชนีNasdaq ปิดที่ 11,786.43 จุดเพิ่มขึ้น 232.57 จุดหรือ +2.01%

ไบเดนตำหนิทรัมป์ทำตัวน่าอับอายไม่ยอมรับความพ่ายแพ้

นายโจไบเดนว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐออกโรงตำหนิประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมาว่าเป็นการกระทำที่ “น่าอับอาย” นอกจากนี้นายไบเดนยังเมินกระแสความวิตกกังวลที่ว่าพฤติกรรมของปธน.ทรัมป์อาจทำการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนม.ค.ไม่ราบรื่นนายไบเดนกล่าวว่า “พูดตรงๆก็คือผมคิดว่านี่เป็นเรื่องน่าอับอายและผมคิดว่าการกระทำแบบนั้นไม่ได้ช่วยให้ภาพพจน์ประธานาธิบดีดูดีขึ้นเลย”  ปธน.ทรัมป์อ้างว่าตนถูกโกงด้วยบัตรเลือกตั้งที่ผิดกฎหมายโดยกล่าวถึงบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ที่ปธน.ทรัมป์ระบุว่าง่ายต่อการปลอมผลโหวตนอกจากนี้ปธน.ทรัมป์ยังยืนยันด้วยว่าในบางพื้นที่ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งของพรรครีพับลิกันถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปสังเกตกระบวนการนับคะแนนสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่าความขัดแย้งดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าอาจทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานาธิบดีมีความซับซ้อนโดยปธน.ทรัมป์ปฏิเสธที่จะลงนามในเอกสารสำคัญที่ยอมให้ทีมของนายไบเดนเข้าถึงเงินทุนเจ้าหน้าที่และพื้นที่สำนักงานของรัฐบาลได้อย่างไรก็ตามนายไบเดนกล่าวว่าการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานาธิบดีกำลังเป็นไปด้วยดีและการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ของปธน.ทรัมป์ไม่ได้มีผลต่อกระบวนการนั้น     “เรากำลังเดินหน้าไปด้วยดีเรากำลังรวบรวมคณะทำงานของเราในทำเนียบขาวและตรวจสอบว่าจะเลือกใครเข้ารับตำแหน่งใดในคณะรัฐมนตรีและไม่มีอะไรจะหยุดเรื่องนี้ได้” นายไบเดนกล่าว

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐแห่ลาออกหลังทรัมป์สั่งปลดรัฐมนตรี

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐหลายรายได้ยื่นลาออกเมื่อวานนี้หนึ่งวันหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ของสหรัฐได้สั่งปลดนายมาร์กเอสเปอร์รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐออกจากตำแหน่งแถลงการณ์ระบุว่าเจ้าหน้าที่ที่ลาออกนั้นมีทั้งนายเจมส์แอนเดอร์สันรักษาการปลัดกระทรวงฝ่ายนโยบายรวมถึงนายโจเซฟเคอร์แนนปลัดกระทรวงฝ่ายข่าวกรองและความมั่นคงและเจนสจ๊วตเสนาธิการประจำรัฐมนตรีกลาโหมส่วนนายเดวิดนอร์ควิสต์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม “ยังคงดำรงตำแหน่งและจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป”    ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ของสหรัฐได้สั่งปลดนายมาร์กเอสเปอร์รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐขณะที่ทรัมป์เหลือเวลาในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่เขาพ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ให้กับนายโจไบเดนผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครตปธน.ทรัมป์ทวีตข้อความว่า “มาร์กเอสเปอร์พ้นจากตำแหน่งแล้ว” พร้อมประกาศแต่งตั้งนายคริสโตเฟอร์มิลเลอร์ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติให้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการรมว.กลาโหมแทนด้านพรรคเดโมแครตกล่าวว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทรัมป์เป็นการส่งสัญญาณที่อันตรายต่อฝ่ายตรงข้ามของอเมริกาและส่งผลกระทบต่อความหวังเกี่ยวกับการถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กับนายโจไบเดนว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐโดยทรัมป์ยังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งและได้ยื่นคัดค้านผลการเลือกตั้งไปแล้วในชั้นศาลนายอดัมสมิธสมาชิกพรรคเดโมแครตและประธานคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเปิดเผยว่าการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมลาออกในช่วงเวลาถ่ายโอนอำนาจนั้นเป็นเรื่องอันตรายมาก

นักเศรษฐศาสตร์เตือนวัคซีนต้านโควิดไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นทันที

คาร์ลแทนเนนโบมหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากนอร์เทิร์นทรัสต์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่าวัคซีนโควิด-19 ไม่ได้เป็นยาวิเศษที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแข็งแกร่งได้ในทันทีโดยไม่ควรพึ่งพาความก้าวหน้าเรื่องวัคซีนอย่างเดียวแต่เศรษฐกิจจำเป็นต้องมีการเพิ่มการสนับสนุนทางการคลังด้วยถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นเนื่องจากไฟเซอร์อิงค์บริษัทยารายใหญ่สุดของสหรัฐและไบโอเอ็นเทคบริษัทยาของเยอรมนีแถลงความคืบหน้าครั้งใหญ่ในการทดลองวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 โดยข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19นักเศรษฐศาสตร์รายนี้แสดงความเห็นว่าข่าววัคซีนและตัวเลขการจ้างงานที่ดีกว่าคาดในสหรัฐเป็นปัจจัยที่ดีสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วยเพราะหากพิจารณาในแง่ของการจ้างงานยังมีชาวอเมริกันจำนวนมากที่ไม่มีงานทำขณะที่หน่วยงานรัฐก็ไม่มีงบประมาณมากพอจนทำให้ต้องมีการเลิกจ้างและเลิกให้บริการบางอย่างซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ


ขอขอบคุณ  : 
บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

 3,559 total views,  1 views today

Click to listen highlighted text!