Welcome to Gold Around   Click to listen highlighted text! Welcome to Gold Around
22 มกราคม 2021

Gold Around

ราคา ทองคำ วันนี้ ข่าวสารทองคำ และบทวิเคราะห์

บทวิเคราะห์ราคาทองคำวันนี้ 15 ธ.ค.63 (HGF)

ฮั่วเซ่งเฮง

ฮั่วเซ่งเฮง

Spread the love

ทองคำปรับลดลง จากความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

คืนนี้สหรัฐจะประกาศการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ย.

แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,825-1,850ดอลลาร์

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับลดลง          เนื่องจากความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในประเทศต่างๆทางสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้อนุมัติให้มีการใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์เป็นกรณีฉุกเฉินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยการอนุมัติของ FDA จะทำให้รัฐบาลสามารถเริ่มแจกจ่ายวัคซีนของไฟเซอร์ให้กับรัฐและเมืองต่างๆในสหรัฐ  ซึ่งขณะนี้สหรัฐ อังกฤษ บาห์เรน แคนาดา และสิงคโปร์ได้ให้การอนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์แล้ว โดยอังกฤษได้เริ่มฉีดวัคซีนแก่ประชาชนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ขายทองคำ 4.67 ตัน
  • คืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์กเดือนพ.ย.  ตลาดคาดจะทรงตัวที่ระดับ 6.3 เท่ากับเดือนต.ค. และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ย. ตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากที่เดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 1.1%นอกจากนี้การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบสุดท้ายของปีนี้จะเริ่มขึ้นในวันนี้
  • แนวโน้มราคาทองคำ Spot ระยะสั้นคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,825-1,850ดอลลาร์ โดยมีแนวรับที่ 1,825 ดอลลาร์ และแนวรับสำคัญ 1,800 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 1,850 ดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 1,875 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,826.90-10.61,825/1,8001,850/1,875

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
26,050-10026,000/25,70026,350/26,650

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
26,130+1026,170/25,85026,490/26,820

แนะนำเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาทองคำ Spot ปรับลงมาที่ 1,825 ดอลลาร์ (GF26,170บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,810 ดอลลาร์ (GF 26,050บาท)

การลงทุนในทองแท่งแนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,825ดอลลาร์ และ 1,800 ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,825.90-2.601,825/1,8001,850/1,875

แนะนำเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาGOZ20ปรับลงมาที่ 1,825 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,810 ดอลลาร์

เงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30-30.20  บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ แต่เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความหวังว่าอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) จะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้า ซึ่งจะช่วยให้หลีกเลี่ยงภาวะอังกฤษต้องแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง (no-deal Brexit) สำหรับ USD Futures เดือนธ.ค.63 คาดจะมีแนวรับที่ 30 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 30.20 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศปอนด์แข็งค่ารับความหวังอังกฤษเลี่ยงno-deal Brexit

เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) จะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าซึ่งจะช่วยให้อังกฤษสามารถหลีกเลี่ยงภาวะการแยกตัวจากEU แบบไร้ข้อตกลงหรือno-deal Brexit

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ:ทองปิดร่วง $11.5 ข่าววัคซีนกดดันนลท.ขายสินทรัพย์ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) เนื่องจากข่าวความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในประเทศต่างๆได้ส่งผลให้นักลงทุนเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้สัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. ร่วงลง 11.5 ดอลลาร์หรือ 0.62% ปิดที่ 1,832.1  ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 4.5 เซนต์หรือ 0.19% ปิดที่ 24.047 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ:น้ำมันWTI ปิดบวก 42 เซนต์คาดวัคซีนโควิดหนุนดีมานด์น้ำมัน

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากความหวังที่ว่าการที่ประเทศต่างๆเริ่มมีการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้น้ำมันอย่างไรก็ดีสัญญาน้ำมันดิบได้รับแรงกดดันในระหว่างวันหลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันทั้งในปีนี้และปีหน้าสัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 42 เซนต์หรือ 0.9% ปิดที่ 46.99 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 32 เซนต์หรือ 0.6% ปิดที่ 50.29 ดอลลาร์/บาร์เรลซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดในนรอบ 9 เดือน

ตลาดหุ้นต่างประเทศ: ดาวโจนส์ปิดลบ 184.82 จุดวิตกล็อกดาวน์ฉุดเศรษฐกิจ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งในสหรัฐและยุโรปซึ่งความกังวลดังกล่าวได้บดบังปัจจัยบวกจากข่าวการอนุมัติวัคซีนต้านโควิด-19 ในสหรัฐดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,861.55 จุดลดลง 184.82 จุดหรือ -0.62% ขณะที่ดัชนีS&P500 ปิดที่ 3,647.49 จุดลดลง 15.97 จุดหรือ -0.44% และดัชนีNasdaq ปิดที่ 12,440.04 จุดเพิ่มขึ้น 62.17 จุดหรือ +0.50%

มูดี้ส์เผยอันดับเครดิตไฟเซอร์ได้ปัจจัยหนุนหลังสหรัฐไฟเขียวใช้วัคซีนบริษัท
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดีส์อินเวสเตอร์สเซอร์วิสเปิดเผยว่าการที่วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19ซึ่งบริษัทไฟเซอร์ได้พัฒนาร่วมกับบริษัทไบโอเอ็นเทคได้รับอนุมัติจากสหรัฐให้ใช้ในการป้องกันโรคโควิด-19ในกรณีฉุกเฉินนั้นถือเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไฟเซอร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐได้อนุมัติให้มีการใช้วัคซีนต้านโรคโควิด-19ของบริษัทไฟเซอร์อิงค์และบริษัทไบโอเอ็นเทคในกรณีฉุกเฉินและล่าสุดนายโรเบิร์ตเรดฟิลด์ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ได้ลงนามอนุมัติให้มีการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19ของบริษัทไฟเซอร์และบริษัทไบโอเอ็นเทคให้กับชาวอเมริกันอย่างเป็นทางการทั้งนี้มูดี้ส์ระบุว่า "การอนุมัติวัคซีนถือเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไฟเซอร์เพราะจะทำให้บริษัทมีกำไรและกระแสเงินสดหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายวัคซีนไฟเซอร์มีโอกาสในการทำกำไรและรายได้อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากทางบริษัทได้กำหนดราคาวัคซีนในระดับที่สามารถทำกำไรได้"    วัคซีนBNT162b2ที่ไฟเซอร์พัฒนาร่วมกับบริษัทไบโอเอ็นเทคนั้นประสิทธิภาพมากถึง95%ในการป้องกันไวรัสโควิด-19ซึ่งสูงกว่าวัคซีนของโมเดอร์นาอิงค์ที่มีประสิทธิภาพ94.5%รัฐบาลสหรัฐได้ทำข้อตกลงซื้อวัคซีนจำนวน100ล้านโดสกับไฟเซอร์และมีสิทธิซื้อเพิ่มเติมอีก500ล้านโดสขณะที่บริษัทจะผลิตวัคซีน50ล้านโดสภายในปีนี้และ1,300ล้านโดสในปีหน้า
                    
ทรัมป์-เจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐจะได้รับวัคซีนโควิดของไฟเซอร์เร็วๆนี้
เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขของสหรัฐเตรียมฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19ของบริษัทไฟเซอร์อิงค์และบริษัทไบโอเอ็นเทคให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้หลังจากที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ได้ลงนามอนุมัติวัคซีนดังกล่าวอย่างเป็นทางการนายจอห์นอัลเลียตโฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐแถลงว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19ให้กับบุคลากรของรัฐในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานของรัฐบาลโดยจะมีการฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรจากทั้ง3ฝ่ายเริ่มตั้งแต่วันจันทร์นี้ต่อเนื่องไปเป็นเวลา10วันเพื่อเลี่ยงไม่ให้บุคลากรที่เข้ารับการฉีดวัคซีนได้รับผลกระทบจากผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันนายอัลเลียตกล่าวว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับวัคซีนให้กับประชาชนโดยข้อเสนอการฉีดวัคซีนให้กับบุคคลสำคัญในรัฐบาลครั้งนี้เป็นไปตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่สาธาราณสุขและฝ่ายความมั่นคงนายอัลเลียตระบุว่า " ชาวอเมริกันควรมีความมั่นใจว่าพวกเขาได้รับวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและความมั่นคงแห่งชาติ"     ทั้งนี้ประชาชนทั่วไปกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนต้านโรคโควิด-19ของบริษัทไฟเซอร์อิงค์และบริษัทไบโอเอ็นเทคซึ่งเพิ่งผ่านการอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐเมื่อวันศุกร์และได้รับการลงนามอนุมัติโดยผู้อำนวยการCDC แล้วนั้นได้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้มีความเสี่ยงสูงรวมถึงกลุ่มคนอื่นๆอาทิพนักงานที่ทำงานในสายการบินครูและผู้ที่ต้องมีการสัมผัสกับเนื้อสัตว์ 
 
 ผลสำรวจชี้พิษโควิดส่งผลธุรกิจค้าปลีก-ร้านอาหารในสหรัฐปิดกิจการจำนวนมาก
ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยCoresight Research ระบุว่านับตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงขณะนี้มีร้านค้าปลีก 8,400 แห่งและร้านอาหารกว่า 110,000 แห่งในสหรัฐต้องปิดตัวลงเพราะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยขณะนี้มีผู้เสียชีวิตในสหรัฐแล้วกว่า 298,000 รายผลสำรวจระบุว่าร้านค้าปลีกในสหรัฐได้ประกาศปิดตัวลงแล้ว 8,400 แห่งในปีนี้โดยบริษัทAscena Retail ได้ปิดสาขาส่วนใหญ่ของบริษัทเกือบ 1,200 แห่งทั้งนี้Coresight Research คาดการณ์ว่าจำนวนร้านค้าปลีกที่ปิดกิจการในปีนี้จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยทำลายสถิติของปี 2562 ที่มีร้านค้าปลีกทั้งหมด 9,302 แห่งต้องปิดตัวลงส่วนธุรกิจร้านอาหารของสหรัฐก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกันโดยรายงานล่าสุดของสมาคมร้านอาหารแห่งชาติของสหรัฐเปิดเผยว่าร้านอาหารในสหรัฐประมาณ 17% หรือ 110,000 แห่งได้ปิดตัวลงอย่างถาวรในปีนี้และมีอีกหลายพันแห่งอยู่ในภาวะที่ใกล้จะต้องปิดตัวลงรายงานการวิเคราะห์โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นระบุว่า "เราปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2563 เป็นปีที่โหดร้ายสำหรับร้านอาหารและร้านค้าไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดปัญหาหนี้สินและการเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าและการรับประทานอาหารได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดการล้มละลายและต้องปิดตัวลงนอกจากนี้การล็อกดาวน์ยังได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อร้านค้าปลีกและร้านอาหารซึ่งหลายแห่งก็เผชิญปัญหาหนักอยู่แล้ว"

ขอขอบคุณ  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

 3,162 total views,  1 views today

Click to listen highlighted text!