1 มีนาคม 2021

Gold Around

ราคา ทองคำ เยาวราช วันนี้ ล่าสุด ทิศทาง ข่าวสารทองคำ และบทวิเคราะห์ ที่เร็ว ใหม่สด ทุกวัน

แบงค์ชาติแก้ปัญหาค่าเงินบาทอย่างยั่งยืน ด้วยระบบนิเวศตลาดอัตราแลกเปลี่ยนใหม่

แบงค์ชาติแก้ปัญหาค่าเงินบาทอย่างยั่งยืน ด้วยระบบนิเวศตลาดอัตราแลกเปลี่ยนใหม่

แม้การเคลื่อนไหวของเงินบาทจะถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยยังเป็นปัจจัยเสริมสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในบางช่วงเวลา

ทั้งนี้สถิติการเปลี่ยนแปลงรายวันของเงินบาทในช่วง 5 ที่ผ่านมา พบว่าร้อยละ 85 เคลื่อนไหวตามทิศทางของสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค อย่างไรก็ดีประเทศไทยยังคงมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายประการที่เป็นปัจจัยเสริมให้เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง

(1) เงินทุนเคลื่อนย้ายขาดความสมดุล ประเทศไทยมีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศสูงจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ประมาณร้อยละ 8 ของ GDP ต่อปีขณะที่มีเงินทุนไหลออกจากไทยไปลงทุนต่างประเทศเฉลี่ยเพียงร้อยละ 4 ของ GDP ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยตรงการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ในต่างประเทศของนักลงทุนไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำ  โดยสะท้อนได้จากดัชนี home bias (ความเชื่อว่าสินทรัพย์หรือการลงทุนในประเทศมีความน่าสนใจกว่าการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ)  ที่สูงถึงร้อยละ 95 ซึ่งแสดงถึงความคุ้นเคยกับการลงทุนในประเทศมากกว่าการลงทุนต่างประเทศอย่างชัดเจน

(2) ภาคธุรกิจสามารถรองรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างจำกัด เนื่องจากมีข้อจำกัดในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยปัจจุบันผู้ประกอบการมีการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในสัดส่วนที่ต่ำเพียงประมาณร้อยละ 19 ของมูลค่าการส่งออก และร้อยละ 24 ของมูลค่าการนำเข้า

(3)ต้นทุนการทำธุรกรรมสูง เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้นักลงทุนไทยขาดการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ และผู้ประกอบการไทยมีการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างจำกัด โดยการทำธุรกรรมยังคงกระจุกตัวอยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์ถึงร้อยละ99 และต้นทุนการให้บริการด้านอัตราแลกเปลี่ยนของไทยยังคงสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค เช่น ค่าธรรมเนียมธุรกรรม การโอนเงินไปต่างประเทศของไทยโดยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับ ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่ค่าธรรมเนียมธุรกรรมการโอนเงินเฉลี่ย เพียงประมาณร้อยละ 3

(4) ธุรกรรมเงินบาทในตลาดต่างประเทศมีผลต่อค่าเงินสูง ตลาดเงินบาทในต่างประเทศ (offshore market) มีแนวโน้มเติบโตขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยสะท้อนได้จากสัดส่วนธุรกรรมเงินบาท ตลาดต่างประเทศของธุรกรรมเงินบาททั้งหมดที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 21 ในปี2553 เป็นร้อยละ 61 ในปัจจุบัน ซึ่งตลาด offshore ที่มีขนาดใหญ่นั้นจะทำให้ความผันผวนของตลาดการเงินโลก ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้มากขึ้นรวมถึงยังลดทอนความสามารถ ในการบริหารจัดการค่าเงินของธนาคารกลางด้วย

แก้ปัญหาด้วยระบบนิเวศแบบใหม่

จากปัญหาที่กล่าวมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงให้ความสำคัญในการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศตลาดอัตรา แลกเปลี่ยนใหม่ (FX ecosystem) เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนในการร่วมกันผลักดัน แบบบูรณาการเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดย ธปท. แบ่งแนวทาง การผลักดันออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้

ด้านที่ 1 ผลักดัน new FXinvestmentecosystem ที่จะสนับสนุน ให้เกิดสมดุลของเงินทุนเคลื่อน ย้ายผ่านการลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศ โดยอนุญาตให้คนไทยสามารถลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ประเทศได้อย่างเสรีมากขึ้น โดยการแก้ไขกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การลงทุนหรือการถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศให้ทำได้โดยง่าย และคล่องตัวใกล้เคียงกับสินทรัพย์ในประเทศ

เปิดเสรีบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ(Foreign Currency Deposit: FCD) ซึ่งอำนวยความสะดวกให้คนไทยใช้บัญชี FCD ในประเทศได้สะดวกขึ้นในการทำธุรกรรมฝาก ถอน และโอนเงิน สกุลต่างประเทศระหว่างคนไทยในประเทศด้วยกันเองโดยไม่จำเป็น ต้องแลกเป็นเงินบาท ปรับหลักเกณฑ์และกระบวนการลงทุนให้ง่าย อาทิการเพิ่มวงเงิน ลงทุนให้นักลงทุนรายย่อยเป็น 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

การยกเลิกวงเงินลงทุนรวมที่ ธปท. จัดสรรให้นักลงทุนภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และการขยายขอบเขตสินทรัพย์เงินตราต่างประเทศ ที่สามารถนำเสนอขายในประเทศ (local FX product) มีความ หลากหลายขึ้น เช่น การซื้อขายทองคำ Exchange Traded Fund (ETF) และDepository Receipt (DR) ด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ผลักดันการเพิ่มการลงทุนต่างประเทศของภาคเอกชน ทั้งการลงทุนโดยตรงของผู้ประกอบการและการลงทุนหลักทรัพย์ของนักลงทุนสถาบัน เช่น กลุ่มประกันชีวิต และกลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ด้านที่ 2 การปรับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงิน(new FXregulatoryframework)ให้มีความสมดุลมากขึ้นในการดูแลเงินทุนขาเข้าและขาออก และให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างเสรีมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทประเทศที่เปลี่ยนไปทำให้ความจำเป็นในการควบคุมเงินทุนไหลออกลดลง

รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรองรับความผันผวนของค่าเงินได้ดีขึ้นโดยจะดำเนินการพร้อมกันใน 3 มิติ ประกอบด้วย (1)ปรับเกณฑ์เงินทุนเข้า-ออกให้สมดุลมากขึ้น (2) ลดข้อจำกัดในการบริหารความเสี่ยงของภาคเอกชน และ(3) ลดภาระเอกสารที่ต้องแสดงในการทำธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน

ด้านที่ 3 สนับสนุนให้มีผู้ให้บริการรายใหม่ (service provider landscape) โดยผลักดันให้เกิดการแข่งขันของผู้ให้บริการ เพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนและเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการมากขึ้น เช่น(1) ขยายขอบเขตการทำธุรกรรมของผู้ให้บริการรายเดิมและสนับสนุนผู้เล่นรายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม non-bank ซึ่งปัจจุบันยังให้บริการได้ในขอบเขตจำกัด และ (2)ปรับบริการให้รองรับบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น ธุรกรรมออนไลน์และdigital platform สอดคล้องพฤติกรรมของผู้ใช้บริการที่เปลี่ยนแปลงไป

ด้านที่ 4 ยกระดับการติดตามข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายเพื่อดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (surveillance and management) เพื่อให้ภาครัฐรู้เท่าทันความเสี่ยงและมีมาตรการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือในภาวะวิกฤติเช่น

(1) ลดบทบาทธุรกรรมเงินบาทในตลาดต่างประเทศ (offshore market) โดยสนับสนุนให้ผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-resident) สามารถทำธุรกรรมกับธนาคารในไทยได้สะดวกมากขึ้น (2)พัฒนาระบบติดตามพฤติกรรมของผู้เล่นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเงินบาทเช่นการลงทะเบียนเพื่อซื้อขายตราสารหนี้(bondinvestor registration) และ(3) เตรียมแผนรองรับสถานการณ์วิกฤติที่พร้อมใช้และตรงจุด

กระบวนการผลักดันให้เกิดFXecosystem ใหม่ธปท.จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจาก 3 มาตรการแรกที่ประกาศเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 ประกอบด้วย

(1) เปิดให้คนไทยฝากเงินตราต่างประเทศได้เสรี(2) ปรับกฎเกณฑ์และกระบวนการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ และ (3) มีการลงทะเบียนแสดงตัวตน เพื่อซื้อขายตราสารหนี้ ซึ่งกระทรวงการคลัง ก.ล.ต. และ ธปท. ได้ให้ความเห็นชอบร่วมกันที่จะผลักดันมาตรการแบบองค์รวม

ทั้งนี้มาตรการและการดำเนินการในระยะถัดไปจะยังคงเป็นพันธกิจสำคัญของ ธปท.ที่ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทยอย่างยั่งยืนได้

ขอบคุณข้อมูลจาก BOT Magazine

 6,205 total views,  2 views today