13 พฤษภาคม 2021

Gold Around

ราคา ทองคำ วันนี้ ล่าสุด ทิศทาง ข่าวสารทองคำ และบทวิเคราะห์ ที่เร็ว ใหม่สด ทุกวัน

บทวิเคราะห์ราคาทองคำวันนี้ 5 พ.ค.64 (YLG)

คำแนะนำ :

เข้าซื้อหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,771 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง สามารถรอขายทำกำไรบางส่วนหากไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,799 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าฝ่าไปได้ให้รอขายบริเวณแนวต้านถัดไป

แนวรับ : 1,771 1,756 1,741  แนวต้าน : 1,799 1,816 1,831

สรุป

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 12.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างการซื้อขายของตลาดสหรัฐ  ราคาทองคำจะทะยานขึ้นไปทำระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนครั้งใหม่ที่ 1,799 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1.557% จากแรงซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างหนักในช่วงต้นของการซื้อขาย  โดยเฉพาะดัชนี Nasdaq ที่ดิ่งลงกว่า 2% จากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี  นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการเปิดเผยคำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดเพียง 1.1% เมื่อเทียบเป็นรายเดือนและยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.44 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำปรับตัวลงแรงหลังจากนั้นโดยได้รับแรงกดดันจาก (1.)แรงขายทำกำไรและแรงขายทางเทคนิค  หลังจากเกิดสัญญาณที่บ่งชี้ว่าแรงซื้อเริ่มชะลอตัวลง (2.) ถ้อยแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่ระบุว่า “อัตราดอกเบี้ยอาจจำเป็นต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐร้อนแรงเกินไป” อันเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐซึ่งเป็นปัจจัยหนุนดัชนีดอลลาร์ให้แข็งค่า และ(3.)แรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางการดิ่งลงแรงของตลาดหุ้นสหรัฐ  ปัจจัยดังกล่าวกดดันให้ราคาทองคำดิ่งลงแรงเกือบ 30 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากระดับสูงสุดในระหว่างวัน  สู่ระดับต่ำสุดบริเวณ 1,771 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ติดตามผลกาประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ของไทย  และการเปิดเผยการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADPและ ดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดในเดือนมี.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้น 5.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.1% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน แตะ 5.129 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนมี.ค. หลังจากที่ปรับตัวลดลง 0.5% ในเดือนก.พ.  อย่างไรก็ดี คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าการคาดการณ์ของตลาด ซึ่งคาดไว้ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.3%
  • (+) สหรัฐขาดดุลการค้ามากเป็นประวัติการณ์ในเดือนมี.ค. เหตุดีมานด์หนุนนำเข้า  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานในวันนี้ว่า สหรัฐขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 5.6% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.44 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นจนทำให้ต้องนำเข้าเพิ่มขึ้น
  • (-) ดอลล์แข็งค่า ขานรับ “เยลเลน” หนุนปรับขึ้นดอกเบี้ย  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (4 พ.ค.) หลังจากนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวแสดงความเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยอาจจำเป็นต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐร้อนแรงเกินไป  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.39% แตะที่ 91.3005 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.30 เยน จากระดับ 109.10 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9136 ฟรังก์ จากระดับ 0.9110 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2310 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2274 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2010 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2066 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3889 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3913 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7704 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7765 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (-) ขุนคลังสหรัฐยอมรับอัตราดอกเบี้ยอาจต้องปรับตัวขึ้น หวังลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ  นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยในงานสัมมนาของนิตยสารดิแอตแลนติกว่า อัตราดอกเบี้ยอาจจำเป็นต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐร้อนแรงเกินไป อันเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ  นางเยลเลน กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยอาจต้องปรับตัวขึ้นในระดับหนึ่ง “เพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ร้อนแรงเกินไป” แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้มีวงเงินมากนักเมื่อเทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจทั้งประเทศ  รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยว่า แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐร้อนแรงเกินไป แต่สหรัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเหล่านี้เพื่อให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้
  • (-) ‘ไบเดน’ ตั้งเป้าชาวอเมริกัน 70% ต้องได้วัคซีนโควิด-19 ภายในวันชาติสหรัฐฯ  ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ตั้งเป้าให้ชาวอเมริกันในวัยผู้ใหญ่ราว 70% ของประเทศ ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ภายในวันชาติสหรัฐฯ 4 กรกฎาคมนี้ ตามการเปิดเผยของทำเนียบขาวในวันอังคาร และเตรียมเปิดทางให้การรับวัคซีนเป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้อเมริกากลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน ตามรายงานของเอพีและรอยเตอร์  ทำเนียบขาวเปิดเผยเป้าหมายใหม่ของประธานาธิบดีไบเดน ในวันอังคาร ซึ่งตั้งเป้าให้ชาวอเมริกันในวัยผู้ใหญ่ 160 ล้านคน ได้รับวัคซีนครบโดส ก่อนวันประกาศอิสรภาพ หรือ วันชาติอเมริกา ซึ่งตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ 
  • (-) S&P เปิดตัวดัชนีคริปโต ประเดิมด้วยบิตคอยน์-อีเธอเรียม  S&P Dow Jones Indices หรือ S&P DJI ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือ S&P Global ประกาศเปิดตัวดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินคริปโตเคอเรนซี  รายงานข่าวระบุว่า S&P DJI เปิดตัวเบื้องต้น 3 ดัชนีด้วยกัน ได้แก่ S&P Bitcoin Index, S&P Ethereum Index และ S&P Crypto Mega Cap Index เพื่อใช้วัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินบิตคอยน์ อีเธอเรียม และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ โดยใช้ข้อมูลจาก Lukka และคาดว่าจะเพิ่มดัชนีเพื่อใช้วัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินคริปโตเคอเรนซีอื่นๆ ในปลายปีนี้
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดบวกเล็กน้อย-Nasdaq ร่วงหนัก จากแรงขายหุ้นเทคโนฯ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเพียงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (4 พ.ค.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ดิ่งลงกว่า 1.8% เนื่องนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย หลังจากนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวแสดงความเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยอาจจำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐร้อนแรงเกินไป ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ รวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนเม.ย.  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,133.03 จุด เพิ่มขึ้น 19.80 จุด หรือ +0.06% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 4,164.66 จุด ลดลง 28.00 จุด หรือ -0.67% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,633.50 จุด ลดลง 261.62 จุด หรือ -1.88%

ขอขอบคุณ  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

 206 total views,  3 views today

%d bloggers like this: