InterGOLD
25 ตุลาคม 2021

Gold Around

ราคา ทองคำ วันนี้ ข่าวสาร บทวิเคราะห์

วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 ก.ค.64(HGF)

Hua Seng Heng

Hua Seng Heng

InterGOLD

กองทุน SPDR Gold Trust ขายทองคำ 2.91 ตัน

คืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิ.ย. 

ราคาทองคำคาดเคลื่อนไหว Sideways up

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานเคลื่อนไหวในกรอบ 1,790-1,810 ดอลลาร์และปิดตลาดลดลงเล็กน้อย เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.363%และเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างไรก็ดีราคาทองคำสามารถปิดที่เหนือระดับ 1,800 ดอลลาร์ติดต่อกันเป็นวันที่ 4 เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาทางด้านกองทุน SPDR Gold Trust ขายทองคำ2.91ตันหลังจากขายทองคำ 2.39 ตันในสัปดาห์ก่อน
  • คืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิ.ย. ซึ่งตลาดคาดเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายเดือนและเพิ่มขึ้น 4.9% เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบรายเดือนและเพิ่มขึ้น 5.0% เมื่อเทียบรายปี
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวSideways up โดยคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,790-1,810 ดอลลาร์ โดยทองคำมีแนวต้าน 1,810 ดอลลาร์และ 1,820 ดอลลาร์ขณะที่มีแนวรับ 1,790 ดอลลาร์ และ 1,770 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,805.90-2.01,790/1,7701,810/1,820

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
27,850+5027,650/27,40027,900/28,050

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,080+5027,830/27,55028,100/28,230

การเข้าซื้อเก็งกำไรแนะนำที่ราคาทองคำ Spot1,790 ดอลลาร์ (GF27,830บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,780ดอลลาร์ (GF 27,700บาท)

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,809.50+5.101,793/1,7731,813/1,823

การเข้าซื้อเก็งกำไรแนะนำที่ราคาGOU211,793ดอลลาร์โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,783ดอลลาร์

ค่าเงิน

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดอ่อนค่าลงเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ในประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในระดับที่สูง ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19สำหรับ USD Futures เดือนก.ย.2564 คาดจะมีแนวรับที่ 32.50 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 32.70-32.75บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ:ดอลล์แข็งค่านลท.ซื้อสกุลเงินปลอดภัยเหตุวิตกผลกระทบโควิด

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (12 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงหลังมีรายงานว่านายบอริสจอห์นสันนายกรัฐมนตรีอังกฤษเตรียมประกาศยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงพุ่งขึ้นก็ตามดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินเพิ่มขึ้น 0.13% แตะที่ 92.2596 เมื่อคืนนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดลบ $4.7 เหตุดอลล์แข็ง-บอนด์ยีลด์พุ่งกดดันตลาด

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (12 ก.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งนี้สัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 4.7 ดอลลาร์หรือ 0.26% ปิดที่ 1,805.9 ดอลลาร์/ออนซ์สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 0.5 เซนต์หรือ 0.02% ปิดที่ 26.239 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ :น้ำมันWTI ปิดลบ 46 เซนต์วิตกโควิดฉุดดีมานด์ชะลอตัว

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (12 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะไวรัสสายพันธุ์เดลตาจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกนอกจากนี้ตลาดน้ำมันยังถูกกดดันจากความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตรหรือโอเปกพลัสสัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 46 เซนต์หรือ 0.6% ปิดที่ 74.10 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 39 เซนต์หรือ 0.5% ปิดที่ 75.16 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ :ดาวโจนส์ปิดบวก 126.02 จุดรับความหวังผลประกอบการสดใส

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (12 ก.ค.) โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีปิดทำนิวไฮขานรับการคาดการณ์ที่ว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนจะออกมาแข็งแกร่งโดยนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารอย่างคึกคักก่อนที่ธนาคารรายใหญ่ซึ่งรวมถึงเจพีมอร์แกนและโกลด์แมนแซคส์จะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐรวมทั้งถ้อยแถลงของนายเจอโรมพาวเวลประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ด้วยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,996.18 จุดเพิ่มขึ้น 126.02 จุดหรือ +0.36% ดัชนีS&P500 ปิดที่ 4,384.63 จุดเพิ่มขึ้น 15.08 จุดหรือ +0.35% และดัชนีNasdaqปิดที่ 14,733.24 จุดเพิ่มขึ้น 31.32 จุดหรือ +0.21%

ขุนคลังกลุ่มG20เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงจากโควิดสายพันธุ์ใหม่

กลุ่มรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศกลุ่มG20ประกาศเตือนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเชื้อโควิด-19สายพันธุ์ใหม่และจากการที่ประเทศที่มีฐานะยากจนไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเต็มที่การประชุมของG20จัดขึ้นเมืองเวนิซประเทศอิตาลีในช่วงสุดสัปดาห์โดยเป็นการประชุมแบบพบหน้ากันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19แถลงการณ์สรุปจากที่ประชุมG20ระบุว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบการประชุมครั้งก่อนในช่วงเดือนเม.ย. โดยได้ปัจจัยเกื้อหนุนจากแผนการระดมฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆอย่างไรก็ดีในแถลงการณ์ยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ยังมีความเปราะบางอยู่เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว  “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกระจายตัวไม่เท่ากันทั้งในระดับโลกและระดับภายในประเทศซึ่งทำให้ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะทรุดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19สายพันธุ์ใหม่รวมถึงอัตราการฉีดวัคซีนที่ไม่เท่ากันของแต่ละพื้นที่” แถลงการณ์ระบุและเสริมว่า “เราขอเน้นย้ำถึงความตั้งใจของเราในการใช้กลไกทางนโยบายทั้งหมดที่มีและนานเท่าที่จำเป็นเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรค”   แถลงการณ์ดังกล่าวสนับสนุนให้มีการกระจายวัคซีนอย่างเท่าเทียมกันทั่วโลกแต่ไม่ได้มีการเสนอมาตรการที่ชัดเจนใดๆนอกเหนือจากการแนะนำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์), องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การการค้าโลก (WTO) ให้การสนับสนุนทางการเงินเป็นจำนวน5หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับการดำเนินการด้านวัคซีนนายบรูโนเลอแมร์รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของฝรั่งเศสกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ทุกประเทศทั่วโลกต่างต้องปรับปรุงการทำงานด้านการระดมฉีดวัคซีนให้ดีขึ้นเราคาดว่าเศรษฐกิจของG20จะมีแนวโน้มฟื้นตัวดีมากและอุปสรรคอย่างเดียวที่ขัดขวางไม่ให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งก็คือความเสี่ยงว่าจะเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่”

ECB เตรียมปรับเปลี่ยนสัญญาณชี้นำนโยบายการเงินในการประชุมครั้งหน้า

นางคริสตินลาการ์ดประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กทีวีว่าทางECB จะปรับเปลี่ยนสัญญาณชี้นำนโยบายการเงินในการประชุมครั้งหน้าเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ใหม่และความมุ่งมั่นของECB ในการกระตุ้นเงินเฟ้อความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังECB ประกาศปรับเป้าหมายเงินเฟ้อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพร้อมกับเปิดเผยบทบาทใหม่ของทางธนาคารในการร่วมมือแก้ไขปัญหาโลกร้อนซึ่งถือเป็นการยกเครื่องนโยบายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์23ปีของการก่อตั้งECBทั้งนี้ECB เปิดเผยว่าทางธนาคารจะเปลี่ยนแปลงเป้าหมายเงินเฟ้อจากเดิมที่กำหนดให้ “อยู่ใกล้แต่ไม่เกินระดับ2%” โดยปรับเป็น “อยู่ที่ระดับ2%” แต่ECB จะใช้ความยืดหยุ่นโดยจะอนุญาตให้เงินเฟ้อหรือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สามารถดีดตัวขึ้นสูงกว่า2%หากมีความจำเป็น   ECB ระบุว่าเป้าหมายเงินเฟ้อเดิมที่ระบุให้เงินเฟ้อ “อยู่ใกล้แต่ไม่เกินระดับ2%” ได้สร้างความรู้สึกที่ว่าECB มีความกังวลต่อการที่เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายมากกว่ากังวลต่อการที่เงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่าเป้าหมายทำให้ECB ได้ข้อสรุปในวันนี้ว่าการขยายตัวของราคาทั้งอยู่เหนือและอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์อย่างไรก็ดีECB ชี้แจงว่าภายใต้บางสถานการณ์ที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการเงินอย่างเข้มข้นและอย่างต่อเนื่องเงินเฟ้อสามารถดีดตัวขึ้นชั่วคราวเหนือระดับเป้าหมายถ้อยแถลงของประธานECB หมายความว่าECB ไม่น่าจะคุมเข้มนโยบายการเงินก่อนกำหนดและหนุนความคาดหวังว่าเงินจะเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตหลังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายของECB เป็นระยะเวลาส่วนใหญ่ในรอบ10ปีที่ผ่านมาสัญญาณชี้นำนโยบายการเงินปัจจุบันของECB ระบุว่าECB จะซื้อพันธบัตรให้นานเท่าที่จำเป็นและรักษาระดับดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับปัจจุบันซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จนกว่าจะเห็นว่าแนวโน้มเงินเฟ้อเริ่มไต่ขึ้นสู่ระดับเป้าหมาย

นายกฯอังกฤษเตือนโควิดยังไม่จบย้ำปชช.ระมัดระวังหลังยกเลิกมาตรการควบคุมโรค

นายบอริสจอห์นสันนายกรัฐมนตรีอังกฤษเตรียมประกาศเตือนให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังขณะที่หลายฝ่ายจับตาการแถลงยกเลิกมาตรการควบคุมโรคโควิด-19ส่วนใหญ่ในวันนี้โดยคาดว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษจะยืนยันการตัดสินใจดังกล่าวซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่19ก.ค. เป็นต้นไปขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศพุ่งสูงขึ้นในรอบหลายเดือน    “การระบาดทั่วโลกยังไม่จบ” และ “ยอดผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเรายกเลิกมาตรการควบคุมโรคการสื่อสารของเราจะต้องชัดเจนการออกคำเตือนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเราทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันไม่อย่างนั้นก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้” นายจอห์นสันระบุในแถลงการณ์วานนี้ก่อนหน้านี้นายจอห์นสันได้เสนอให้ยกเลิกมาตรการควบคุมโรคบางส่วนได้แก่การสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างทางสังคมรวมถึงคำสั่งให้ทำงานจากที่บ้านแม้ว่าอังกฤษจะดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19ได้รวดเร็วมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกโดยมีประชากรวัยผู้ใหญ่กว่า87%ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อยหนึ่งโดสขณะที่66%ได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้วอย่างไรก็ดียอดผู้ติดเชื้อในอังกฤษกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งโดยแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ฤดูหนาวเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทางด้านรัฐบาลอังกฤษให้เหตุผลว่าแม้ว่ายอดผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นแต่ยอดผู้เสียชีวิตและผู้ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลจากโควิด-19ยังคงลดลงกว่าเมื่อก่อนมากนอกจากนี้ยังมีหลักฐานบ่งชี้ว่าวัคซีนสามารถช่วยชีวิตคนและช่วยให้การกลับมาเปิดเศรษฐกิจมีความปลอดภัยมากขึ้นทั้งนี้ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่าการอนุมัติยกเลิกมาตรการควบคุมโรคขึ้นอยู่กับปัจจัยสี่ข้อได้แก่จำนวนผู้ฉีดวัคซีนมีมากพอ, จำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลและเสียชีวิตที่ลดลงหลังฉีดวัคซีน, โรงพยาบาลไม่อยู่ในสภาพที่ต้องแบกรับภาระหนักจากการดูแลผู้ป่วยและการที่เชื้อไวรัสโควิด-19สายพันธุ์ใหม่ไม่เพิ่มความเสี่ยงที่รุนแรง

ไฟเซอร์เตรียมหารือกับสาธารณสุขสหรัฐประเด็นฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

บริษัทไฟเซอร์ผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19ประกาศว่าบริษัทเตรียมจัดการประชุมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสาธารณสุขของสหรัฐอย่างเร็วที่สุดภายในวันนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับความจำเป็นของการฉีดวัคซีนเข็มที่3เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยบริษัทได้แสดงความต้องการการอนุมัติจากหน่วยงานที่กำกับดูแลก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่าไฟเซอร์มีกำหนดการเข้าพบตัวแทนของคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ซึ่งตรงกับที่ตัวแทนของไฟเซอร์เปิดเผยในวันนี้อย่างไรก็ดีวอชิงตันโพสต์ยังรายงานว่าการประชุมดังกล่าวอาจต้องเลื่อนกำหนดการไปเป็นวันอื่นการจัดการประชุมครั้งนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากบริษัทไฟเซอร์และบริษัทบิออนเทคซึ่งเป็นหุ้นส่วนประกาศแผนขอการอนุมัติจากหน่วยด้านกำกับดูแลของสหรัฐและยุโรปสำหรับการฉีดวัคซีนโดสที่3ของบริษัทท่ามกลางการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่และข้อมูลที่บ่งชี้ว่าผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอาจมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป6เดือนหลังจากการฉีดวัคซีนครั้งแรกรายชื่อของผู้ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้มีทั้งผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH), ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และนายแพทย์แอนโทนีเฟาชีแพทย์ใหญ่ประจำคณะทำงานด้านการควบคุมโรคโควิด-19ของทำเนียบขาวและผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ (NIAID)อย่างไรก็ตามการประกาศดังกล่าวได้ทำให้FDA และCDC ออกมาประกาศทันควันว่าประชาชนในสหรัฐยังไม่จำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิในขณะนี้ส่วนทางด้านกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐยังไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด

ขอขอบคุณ  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

 2,257 total views,  3 views today

%d bloggers like this: