InterGOLD
3 ธันวาคม 2021

Gold Around

ราคา ทองคำ วันนี้ ข่าวสาร บทวิเคราะห์

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 28 ต.ค.64 by YLG

ถือทองคำต่อได้หากราคาไม่หลุดแนวรับ 1,784ดอลลาร์ต่อออนซ์ และไปรอลุ้นขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,804-1,809ดอลลาร์ต่อออนซ์

InterGOLD

คำแนะนำ :

สามารถถือทองคำต่อได้หากราคาไม่หลุดแนวรับ 1,784ดอลลาร์ต่อออนซ์ และไปรอลุ้นขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,804-1,809ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,784 1,772 1,760  แนวต้าน : 1,809 1,819 1,833

สรุป  

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  3.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ระหว่างวันราคาทองคำจะอ่อนตัวลงทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ 1,783.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่ท้ายที่สุดแล้วราคาทองคำฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง  โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 1.5186% จากแรงซื้อพันธบัตรระยะยาวในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับความตึงเครียดจีน-สหรัฐรอบใหม่  หลังคณะกรรมการด้านการสื่อสารของสหรัฐประกาศถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจในสหรัฐฯ ของ บริษัท ไชน่า เทเลคอม เป็นบริษัทโทรคมนาคมที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ  นอกจากนี้ตลาดยังเกิดความวิตกว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจดำเนินนโยบายผิดพลาด(Policy Error) ทั้งในแง่ที่ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยช้าไป หรือ อาจขึ้นดอกเบี้ยมากและเร็วเกินไปซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวชะลอตัวลง  ประกอบกับดีมานด์ในการประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปีเป็นไปอย่างแข็งแกร่งกดบอนด์ยีลด์เพิ่ม  อีกหนึ่งปัจจัยหนุนทองคำ  คือ  ดัชนีดอลลาร์ อ่อนค่าลง 0.11% หลังจากล่าสุดธนาคารกลางแคนาดาส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้  ตอกย้ำแนวโน้มที่ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกอาจคุมเข้มนโยบายการเงินเร็วกว่าสหรัฐ  สถานการณ์ดังกล่าวหนุนให้ทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,798.99 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองเพิ่ม +3.20 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) และธนาคารกลางยุโรป(ECB) รวมไปถึงการเปิดเผยประมาณการครั้งแรก GDP ไตรมาส 3/2021, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายของสหรัฐ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 266.19 จุด หลังหุ้นพลังงาน-หุ้นแบงก์ดิ่งหนักดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (27 ต.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากการดิ่งลงของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดทรงตัว หลังจากบริษัทอัลฟาเบทและไมโครซอฟท์เปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาด ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,490.69 จุด ลดลง 266.19 จุด หรือ -0.74%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,551.68 จุด ลดลง 23.11 จุด หรือ -0.51% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,235.84 จุด เพิ่มขึ้น 0.12 จุด หรือ 0.00%
  • (+) สหรัฐเผยขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนก.ย.กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยในวันนี้ว่า ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นของการขาดดุลการค้าสหรัฐพุ่งขึ้น 9.2% สู่ระดับ 9.63 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 8.79 หมื่นล้านดอลลาร์ 
  • (+) กูรูคาดบิตคอยน์ลงต่อ หลังทรุดใกล้หลุด $58,000 ต่ำกว่า 2,000,000 บาท บิตคอยน์ทรุดตัวลงใกล้หลุดระดับ 58,000 ดอลลาร์ในวันนี้ โดยปรับตัวลงต่ำกว่า 2,000,000 บาท ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายทำกำไร หลังพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้  บิตคอยน์ดิ่งลงแตะระดับ 58,100 ดอลลาร์ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. และทรุดตัวลง 13% จากระดับ 67,016 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ทำไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  การร่วงลงในวันนี้ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบิตคอยน์ลดลงสู่ระดับ 1.11 ล้านล้านดอลลาร์  อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะดิ่งลงอย่างหนัก บิตคอยน์ยังคง ทะยานขึ้น 35% นับตั้งแต่ต้นเดือนต.ค. และมีแนวโน้มทำสถิติปรับตัวดีที่สุดในเดือนนี้นับตั้งแต่เดือนก.พ.  นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยทางเทคนิคบ่งชี้ว่า บิตคอยน์ถึงเวลาปรับฐานแล้ว และมีแนวโน้มในช่วงขาลง โดยจะทดสอบแนวรับที่ระดับ 54,000 ดอลลาร์ และการร่วงลงอาจรุนแรง
  • (+) ดอลล์อ่อนค่า จับตาข้อมูลศก.-ประชุมแบงก์ชาติทั่วโลกดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (27 ต.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ เช่น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.14% แตะที่ 93.8082 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 113.77 เยน จากระดับ 114.14 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9173 ฟรังก์ จากระดับ 0.9196 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2344 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2384 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1608 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1597 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3745 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3766 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7524 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7506 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) บริษัทโทรคมนาคมของรัฐบาลจีนถูกถอนสิทธิ์ให้บริการในตลาดสหรัฐฯคณะกรรมการด้านการสื่อสารของสหรัฐฯ (U.S. Federal Communications Commission – FCC) อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงในการประกาศถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจในสหรัฐฯ ของ บริษัท ไชน่า เทเลคอม (China Telecom) ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ  ภายใต้การตัดสินใจที่มีออกมาในวันอังคารของ FCC ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลกิจการโทรศัพท์ ระบบสื่อสารแบบไร้สาย และการสื่อสารผ่านระบบวิดีโอ ในสหรัฐฯ บริษัท ไชน่า เทเลคอม อเมริกาส์ (China Telecom Americas) จะต้องยุติการให้บริการทั้งหมดในตลาดสหรัฐฯ ภายใน 60 วัน ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดการทำธุรกิจที่ดำเนินมานานถึง 20 ปีในประเทศนี้
  • (-) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนลดลง 0.4% ในเดือนก.ย.กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ลดลง 0.4% ในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนส.ค.  ทั้งนี้ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือนก.ย.ได้รับผลกระทบจากการร่วงลงของยอดสั่งซื้อรถยนต์และเครื่องบิน  อย่างไรก็ดี ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และสินค้าด้านอาวุธ โดยเป็นสิ่งบ่งชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ เพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนก.ย. แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนส.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย.
  • (-) “เมอร์ค” ไฟเขียวบริษัทยาทั่วโลกผลิตโมลนูพิราเวียร์ได้แล้วองค์การสิทธิบัตรยา (MPP) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยในวันนี้ว่า MPP ได้บรรลุข้อตกลงด้านสิทธิบัตรยากับบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค และบริษัทริดจ์แบ็ค ไบโอเทราพิวติกส์ โดยบริษัททั้งสองจะอนุญาตให้ประเทศต่างๆทั่วโลกผลิตยาโมลนูพิราเวียร์เพื่อให้ประเทศยากจนสามารถเข้าถึงยาดังกล่าว

ขอขอบคุณ  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

 111 total views,  1 views today