InterGOLD
27 มกราคม 2022

Gold Around

ราคา ทองคำ วันนี้ ข่าวสาร บทวิเคราะห์

ทองคำได้แรงหนุนจากเงินเฟ้อ จับตา FED ไม่ง่ายที่จะขึ้นดอกเบี้ย เพราะเพดานหนี้สูง

YLG Bullion

YLG Bullion

มาดูปัจจัยเสี่ยง หรือ ปัจจัยหนุน ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ

มาดูปัจจัยเสี่ยง หรือ ปัจจัยหนุน ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ

เรื่องแรก คือ ความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาทองคำ ทั้งนี้ ทองคำถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ยังคงถูกใช้อย่างกว้างขวางโดยนักลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ สะท้อนจากข้อมูลของ World Gold Council ที่บ่งชี้ว่า ผลตอบแทนของทองคำสูงกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงอย่างมาก

ดังนั้น หากพิจารณาจากสถิติในอดีตจะพบว่า การถือครองทองคำจะสามารถเพิ่มพูนกำลังซื้อในระยะยาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่มูลค่าที่แท้จริงของสกุลเงินหลักลดต่ำลงจากอัตราเงินเฟ้อ

แม้ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำจะตอบสนองต่อการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากหลายปัจจัย อาทิ ตลาดมองว่าเฟดอาจตอบสนองการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ และนักลงทุนบางส่วนมองว่า มีสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ ที่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้ดีกว่าทองคำ โดยเฉพาะสกุลเงินดิจิทัลหรือบิตคอยน์

อย่างไรก็ดี ด้วยราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง และเสถียรภาพด้านราคาทองคำ บิตคอยน์ซึ่งเป็นสินทรัพย์คู่แข่งของทองคำ รวมไปถึงประสิทธิภาพของทองคำที่ถูกพิสูจน์ด้วยผลตอบแทนในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟดยังคงส่งสัญญาณไม่รีบเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

ปัจจัยนี้ กลับมาเป็นปัจจัยกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด แต่หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ในปี 2022

เรื่องต่อมา ก็ยังเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาทองคำ ก็คือ หนี้สาธารณะที่ทะยานขึ้นจากออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังของสหรัฐ

โดยในปี 2563 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาชาวอเมริกัน และภาคธุรกิจจากผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 มาแล้ว

และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา นั่นเท่ากับว่า มีเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มาจากนโยบายการเงินและนโยบายการคลังแล้วอย่างน้อย ๆ กว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์

ต่อมาในช่วงต้นปี 2564 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้ผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชื่อว่า “American Rescue Plan” วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มเติม

ไม่เพียงแค่นั้น ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ยังพยายามผลักดันมาตรการสร้างงานและช่วยเหลือครัวเรือนในสหรัฐฯ รอบใหม่ ที่มีวงเงินรวมอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้ฟื้นตัวจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19

ทั้งนี้ การขาดดุลของรัฐบาลกลางเพิ่มสูงขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาล ทำให้สัดส่วน “หนี้สาธารณะต่อ GDP” เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนจากตัวเลขของ usdebtclock.org พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะในสหรัฐฯ ต่อ GDP อยู่ที่ 125.93% เมื่อเทียบกับ GDP ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี 2020 ซึ่งอยู่ราว 107% และเพิ่มขึ้นจากระดับ 56% ในปี 2000

ขณะที่ ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น จากการอัดฉีดเงินในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับ “เงินเฟ้อ” ในอนาคต พร้อมกันนี้ เงินธนบัตร หรือ เงินกระดาษ (Fiat Currency) อย่างดอลลาร์ อาจมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกด้วย ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทองคำ

ที่สำคัญ ผลจากภาวะหนี้ในระดับสูง ยังเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำ เพราะจะทำให้ เฟดจำเป็นต้องรักษาระดับของอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ เพื่อลดภาระต่อรัฐบาลในการจ่ายคืนดอกเบี้ย หนุนราคาทองคำ

นอกจากนั้น ทำให้พันธบัตรสหรัฐฯ มีความเสี่ยง Default สูงขึ้น ความน่าดึงดูดใจลดลง ที่สำคัญ คือ เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจในปริมาณอาจกระตุ้นภาวะเงินเฟ้อในประเทศ จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าลดลง

ขอขอบคุณ : YLG

 618 total views,  1 views today